เปิดโลก คอนเวอร์เจนซ์ ทรูมันนี่ ชูความสะดวก และสนุก จับต้องได้ มั่นใจสิ้นปี ฐานลูกค้าเกิน 5 แสนราย

บริการทางด้านการเงิน บนมือถือจากทรูมันนี่ (True Money Service) เป็นอีกหนึ่งบริการที่ตอกย้ำผู้นำชีวิตแบบคอนเวอร์เจ้นท์ได้อย่างแท้จริง จากฐานตัวเลขผู้ใช้บริการเกินกว่าเป้าที่กำหนดในสิ้นปีนี้ มากกว่า 5 แสนราย ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ แสดงให้เห็นชัดว่า ผู้ช่วยธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คน มากขึ้นทุกที อติรุฒน์ โตทวีแสนสุข ผู้อำนวยการบริหาร ด้าน Office / SME Solution & Wireless Access บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ย้อนให้เห็นถึงที่มาของการให้บริการทรูมันนี่ ผ่าน“ Telecom Journal”ว่า บริการทรูมันนี่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้บริการทางด้านการเงินอิเลคทรอนิคส์ ซึ่งเป็นใบอนุญาตใบแรก ส่วนที่สองเป็นใบอนุญาตของการเป็นตัวแทนการชำระเงิน ซึ่งหมายความว่าทรูมันนี่ สามารถชำระเงินให้กับ ผู้ให้บริการอื่น ๆ เช่นการไฟฟ้า การประปา หรือบริษัททั่ว ๆ ไปที่ให้ทรูมันนี่สามารถชำระแทนได้โดยบริษัทฯ จะอยู่ภายใต้ใบอนุญาตสองใบนี้ และต้องมีความเข้มงวดการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการบริหารงานทางด้านการเงิน คล้ายคลึงกับสถาบันการเงิน ภายใต้การควบคุม ดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยและกรมสรรพากร และเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการในลักษณะที่เรียกว่า บัตรแคชการ์ด หรือ บัตรเงินสด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการทางการเงินอิเลคทรอนิกส์ของธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถนำไปใช้แทนเงินสดได้จริง ทั้งกลุ่มโปรดักส์ของทรูเองหรือบริการส่วนอื่นภายนอก …

พฤติกรรมผสมผสานของผู้บริโภคลูกผสม (Hybrid Customers)

คอลัมภ์ Strategy on Focus วรพรรณ เอื้ออาภรณ์ ([email protected]) อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาสื่อสารมวลชน ที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ ตามที่กล่าวจากอาทิตย์ที่แล้วว่าผู้บริโภคลูกผสม (Hybrid Customers) ของยุคปัจจุบันนี้  เกิดจากการผสมผสานระหว่างผู้บริโภคยุคเดิมและผู้บริโภคยุคไซเบอร์  ซึ่งความเชื่อที่ว่าผู้บริโภคในยุคดั้งเดิมจะชอบเป็นฝ่ายตั้งรับและมักไม่ติดต่อสื่อสารกัน ทำให้การตีค่าอำนาจช่องทางออนไลน์ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงแรก ส่วนความเชื่อที่ว่าผู้บริโภคยุคไซเบอร์ไม่ชอบการออกไปเดินซื้อของ ทำให้การตลาดเชิงอินเตอร์เน็ตในสองยุคแรกไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ความนิยามของผู้บริโภคลูกผสม (Hybrid Customers) มีดังต่อไปนี้ «ผู้บริโภคลูกผสมมีการเปลี่ยนแปลงในบางแง่และยังเหมือนเดิมในบางแง่  กล่าวคือผู้บริโภคลูกผสมยังคงมีความต้องการเดิมๆ ของมนุษย์ในการมีปฏิสัมพันธ์ มีความเป็นส่วนตัวและรักความสะดวกสบาย ปัจจุบันมีทางเลือกมากมายในการสนองตอบต่อความต้องการ ซึ่งผู้บริโภคลูกผสมจะไม่วางกรอบหรือข้อจำกัดให้แก่ตนเอง ซึ่งบางคนอาจคิดว่า ผู้บริโภคลูกผสมเป็นผู้บริโภคยุคไซเบอร์ หรือผู้บริโภคยุคดั้งเดิม แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง  ในบางเวลาผู้บริโภคลูกผสมอาจเป็นแบบหนึ่งแบบใดหรือเป็นทั้งสองแบบพร้อมๆ กัน ผู้บริโภคลูกผสมจะเลือกเทคโนโลยีในส่วนที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นและจะไม่สนใจในส่วนที่มิได้ให้ผลเช่นนั้น โดยจะเลือกเองว่าจะใช้มันเมื่อใดและอย่างไร  กล่าวโดยสรุปคือ  ผู้บริโภคลูกผสมจะเลือกเองว่า เมื่อไรจะต่อหรือไม่ต่อเข้าระบบออนไลน์และจะไปซื้อของในที่ๆ ตนเองอยากจะซึ่งเป็นวิธีออฟไลน์» ผู้บริโภคลูกผสม มีชีวิตใน 2 มิติซึ่งผสมผสานกันระหว่างชีวิตออนไลน์ (Cyber Customers) และชีวิตออฟไลน์เข้าด้วยกัน ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการทางธุรกิจ จะต้องตั้งคำถามเพื่อค้นหากลยุทธ์เพื่อสนองตอบต่อลูกค้าดังนี้ —         ลูกค้าของคุณผสมผสานพฤติกรรมการใช้และไม่ใช้ออนไลน์อย่างไรและสิ่งนี้มีความหมายต่อธุรกิจของคุณเช่นไร —         คุณจะสนองความต้องการของผู้บริโภคลูกผสมเหล่านี้อย่างดีที่สุดได้อย่างไร —         ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด ผู้ประกอบการทางธุรกิจต้องคิดค้นกลยุทธ์การตลาดลูกผสม (Convergence Marketing Strategy)  เพื่อที่จะตอบสนองต่อผู้บริโภคลูกผสม (Hybrid Customers) เหล่านี้ โดยบริษัทจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการตลาดของตนเองด้วยการเชื่อมโยงสิ่งเก่าเข้ากับสิ่งใหม่ เชื่อมโยงระบบออนไลน์เข้ากับออฟไลน์เพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคลูกผสม อาทิตย์หน้าพบกับไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ของผู้บริโภคลูกผสม (Hybrid Customers)

นักวิชาการติง กทช. อืดอาด หวั่นเป็น “ตลกตกยุค” ขณะที่ทีเอ ออเร้นจ์ คงหาพันธมิตรลำบาก

ทีดีอาร์ไอ จวก กทช.บกพร่องอืดอาดกลายเป็น “ตลกตกยุค” ขณะที่ต่างชาติเข้ามาร่วมทุนผู้ประกอบการแล้ว 2 ราย ส่วน ทรูฯหรือทีเอ ออเร้นจ์ คงหาพันธ์มิตรลำบาก ระบุเหลือสัมปทาน 6 ปี ขณะที่การตัดค่าเสื่อมโครงข่าย ใช้เวลา10 ปี ด้าน อนุภาพ จี้ให้กทช.ใช้อำนาจทางกฎหมายบังคับให้เอกชนรายงานการถือหุ้นได้ คาดไม่เกิน3 ปี ต่างชาติกินรวบ ขณะที่นายกสมาคมโทรคมนาคมเผยเปิดเสรีโทรคมฯผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ กทช. ต้องออกกฎเกณฑ์ชัดเจน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย เศรษฐกิจยุคสารสนเทศ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาประจำปีเรื่อง ” เปิดเสรีโทรคมนาคมใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ ที่จัดขึ้นโดยชมรมนักข่าว สายเทคโนโลยีสารสนเทศ ว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ควรจะออกกฎเกณฑ์ โดยมุ่งไปยัง การคุ้มครองผู้บริโภค และสร้างหลักการสำหรับการแข่งขันในตลาดอย่างมีประสิทธิผลอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ ของผู้บริโภค ดังนั้นผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าตลาดได้ตลอดเวลา แม้ว่าขณะนี้ตลาดจะเหลือเพียงผู้ประกอบการ รายใหญ่เพียง 2 ราย อย่างไรก็ตาม กทช. ยังไม่มีการกำหนดเงื่อนไข คุณภาพและราคา สำหรับการแข่งขัน โดย กทช. ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอุ้ม ผู้ประกอบกิจการบางราย แต่เปลี่ยนมาเป็นการคุ้มครองการแข่งขันแทน …

ยิ่งสางยิ่งยุ่ง… พับแผน IPO วงในชี้ ทีโอทีไม่เป็นจำต้องหาเงินทุน

ทีโอที ฝันสลายที่จะระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สารพันยิ่งสางยิ่งยุ่ง ภาพพจน์ไม่ชัดเจน ศึกนอกศึกใน ทำให้องค์กรอ่อนแอ กทช. ร่อนหนังสือ ให้หยุด เก็บเงิน 1133 ด้านซีอีโอ ประกาศจุดยืน ทีโอที ต้องสร้างรายได้แข่งกับ เอกชน นักวิชาการแนะทางออกให้ 1133 จัดอยู่ในหมวดของ USO แบบที่ใช้ในต่างประเทศ วงในชี้ ทีโอที คงไม่สามารถเข้าระดมทุนในตลาดฯได้ หากคงสัมปทานไว้ สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องระดมทุน พร้อมปรับแผนโทรสาธารณะ เสริมรายได้ ปรับฮัลโหล 470 บวกไอพีสตาร์ทดแทนระบบเก่า หวังกระตุ้นรายได้ โทรฯอีสาน 960 ล้านบาทต่อปี ทีโอทีรัฐวิสาหกิจอันดับต้นของประเทศ มูลค่าแสนล้าน ที่รัฐบาลคาดหวังจะผลักดันเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย มีอันต้องพับแผนการเข้าตลาดฯ หลากหลายปัญหาที่แก้ไม่ตก ผูกโยงกันไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็น สัมปทานที่มีผลต่อการฟ้องร้องหลายสัญญาที่มีผลกระทบต่อภาพพจน์องค์กร ทิศทางการบริหารงาน ที่ยังไม่สามารถ หาจุดยืนได้ จะเป็นแบบเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ กระทั่งล่าสุด กทช.ร่อนหนังสือให้หยุดเก็บเงิน 1133 แหล่งข่าวระดับสูง จาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอทีคงไม่สามารถเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้ เนื่องจากปัญหาคดีฟ้องร้องกับบริษัทร่วมการงานที่ยังมีอีกหลายคดี …

ทีโอที-กสท รวมกันเราอยู่…อีกครั้ง 4 ปีทำได้เพียงแผนที่ไม่เคยสำเร็จ !!

กระแสการพิจารณาแนวทางเพื่อนำไปสู่โอกาสในการควบรวมสองกิจการโทรคมนาคมระหว่าง บมจ.ทีโอที และบมจ. กสท โทรคมนาคม ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงการคลังได้เดินทางมาให้พูดถึงกันอีกครั้ง !! เมื่อสัญญาณจากรัฐมนตรี “ทนง พิทยะ” บอกผ่านมาเพื่อหาแนวร่วมทั้งในส่วนผู้บริหารทั้งสององค์กร และตัวแทน สหภาพแรงงานฯของทั้งสองแห่งซึ่งก็ได้ตอบรับแนวคิดมาพิจารณากันเป็นอย่างดี สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริษัท ทีโอที บอกกล่าวในเรื่องนี้ว่า แม้จะเป็นแนวคิดของรัฐมนตรีคลัง แต่ในกระบวนการดำเนินการก็อยากที่จะให้เป็นการเต็มใจในการทำงานร่วมกันของผู้บริหารทั้งสององค์กร มากกว่าการบอก ให้ทำหรือไม่ทำในเรื่องของนโยบาย ส่วนเหตุผลสำคัญหนึ่งคือการต้องยอมรับความจริงที่ว่า วันนี้ทั้งทีโอที และ กสท โทรคมนาคม มีความเหมือนกันอย่างมาก ในการให้บริการโทรคมนาคม และจะเหมือนกันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ที่จะเปิดเสรีมากขึ้น ดังนั้นเพื่อลดความซ้ำซ้อนของทั้งการลงทุน และการให้บริการ ในฐานะที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คนเดียวกัน และต่างก็มีแผน ที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ด้วยกันทั้งสองแห่ง กระบวนการเลือกวิถีลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มกำไรให้มากขึ้น จึงจำเป็นมาก ด้านนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรม ให้ความเห็นว่า ทีโอที และ กสท กำลังอยู่ในยุคของการถดถอย และเสียเปรียบอย่างมาก ในการแข่งขัน เพราะส่วนหนึ่งมาจากการเพิกเฉยของคนที่มาทำหน้าที่บอร์ดและผู้นำในแต่ละรุ่น ทั้งนี้การบริหารที่ผ่านมาเป็นเพียงการเดินนโยบายตามระบบรัฐวิสาหกิจ และมีส่วนได้เสียจากงานประมูลการจัดซื้อ จัดจ้างโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ทีโอที และ กสท มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่อปีไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และหน่วยงานนี้ก็คิดเสมอว่ายังมีสัมปทานให้สามารถกินดอกผลในระยะยาวเป็นสิบปี ที่สร้างกำไรบนการแข่งขัน ที่ไม่เท่าเทียมมาตลอด และสัมปทานเหล่านี้เหลืออายุนานกว่าอายุการทำงานที่เหลือของผู้นำองค์กร ทำให้การรักษาประโยชน์องค์กรถูกให้ ความสำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ของตัวเอง เช่นเดียวกับความเห็นของ ดร.อนุภาพ ถิรลาภ ผู้อำนวยการสถาบัน Thailand …

โค้งอันตราย “ครึ่งปีหลัง” เศรษฐกิจหด … ไอซีที เป๋

จาก “ขาขึ้น” ของราคาน้ำมันแพง … น้ำตาลแพง … ค่ารถแพง และอีกสารพัดค่าครองชีพที่มีแต่คำว่า แพงขึ้น ตลอดช่วงครึ่งปีแรกนั้น ได้สัญญาณร้ายของเศรษฐกิจ “ขาดิ่ง” ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ … พร้อมๆกับฉุดขา ผู้ประกอบการไอซีที ให้ละล้าละลังหวั่นก้าวพลาด ทั้งยังชี้ตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมไอทีจนถึงสิ้นปีนี้ ส่อแววไปไม่ถึง 10% ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ และดีไม่ดีครึ่งปีหลังอาจถึงขั้นติดลบ ขณะที่ค่ายมือถือเบอร์หนึ่ง “เอไอเอส” ยอมรับผลกระทบจากวิกฤติการเมืองกระหน่ำทำยอดลูกค้าไหลออก เป็นเหตุให้ต้อง ลดราคาแม้จะมีผลพ่วงให้เครือข่ายแย่ตามมาแต่ก็ต้องทำต้องเลือก “ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง” หากไม่ต้องการให้ยอดลูกค้า ไหลออกมากกว่านี้ เช่นเดียวกับผู้ค้ามือถือเชื่อตลาดเครื่องลูกข่ายปีนี้เข้าสู่ภาวะซบเซาหนักกว่าเก่า ยอดขายไม่กระเตื้อง ส่งผลให้มีแนวคิด ควบรวมกิจการกันดังกรณี ไออีซี กับ บลิส-เทล ไอทีโตไม่ถึง 10% เชื่อไม่เจ็บตัวดีที่สุด วิบูลย์ ว่อง นายกสมาคมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไทย ให้มุมมองถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมไอทีครึ่งปีหลังว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมจะพบวิกฤตทั้งเศรษฐกิจ การเมืองมาระยะหนึ่ง ซึ่งจากวิกฤตดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภค มีความตื่นตระหนก และระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ที่ถือว่าเป็นผลกระทบที่ลงถึงกลุ่มรากหญ้าโดยตรง ส่วนทางภาครัฐ ก็ไม่มีกำลังและหยุดการใช้จ่าย ทั้งนี้จากการประเมินการเติบโตของอุตสาหกรรมไอทีปีนี้ว่าจะโตประมาณ 10% นั้นจนถึงขณะนี้เห็นว่าการเติบโตอาจจะอยู่ที่ 8-9% และหากว่าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นหากโดยรวมเติบโตเพียง 0% ก็ถือว่าดีแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการทุกคนต้องหาวิธีการ ที่จะพยุงให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้โดยไม่เจ็บตัวมาก เอทีซีไอชี้ตลาดชะลอรอดูสถานการณ์ …